ข้อมูลภูมิปัญาท้องถิ่น

  1. ภูมิปัญญาการทอผ้ากี่เอว (ผ้าปกาเกอะญอหรือผ้าทอกะเหรี่ยง)

             “การทอผ้า ผ้าทอปกาเกอะญอเป็นภูมิปัญญาการทอผ้า ของชนเผ่ากะเหรี่ยงหรือ ปกาเกอะญอ                 ตำบลบ้านปวง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน มีทั้งหมด 4 หมู่บ้าน คือ บ้านห้วยโป่ง บ้านห้วยปิง บ้านแม่บอนเหนือ และบ้านแม่บอนใต้   ด้วยเทคนิคที่มีเอกลักษณ์เฉพาะชาว ปกาเกอะญอและแต่ละหมู่บ้านจะไม่เหมือนกันแต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เผ่าปกาเกอะญอมีการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวด้วยการทอผ้า ที่เรียกว่า การกี่เอว ซึ่งเป็นวิธีการทอผ้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง มีการสืบทอดมายาวนานกว่าร้อยปี เพื่อการรักษาไว้ซึ่งศิลปะการทอผ้าด้วยกี่เอวที่ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะ 

ขั้นตอนและวิธีการทำ

              การทอผ้าของปกาเกอะญอก่อนที่จะขึ้นเครื่องทอ จำเป็นจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการทอก่อนว่าจะทอเพื่อใช้ทำอะไร เช่น ทอเสื้อผู้หญิง(ไช่บ่าง)  ทอเสื้อผู้ชาย(ไช่อะคว้า) ทอผ้าถุง(นิง) ทอถุ่งย่าม(ธง) เสื้อสาว (ไช่มือน่าง)ฯลฯ และต้องกำหนดขนาดไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของเครื่องนุ่งห่มของชนเผ่าปกาเกอะญอ เป็นการนำผ้าแต่ละชิ้นมาเย็บประกอบกันโดยไม่การตัด

             ดังนั้นการทอผ้าแต่ละครั้งจึงต้องกะให้ได้ขนาดที่จะนำมาเย็บ แล้วสวมได้พอดีตัว ปกาเกอะญอไม่มีเครื่องมือที่ใช้เป็นมาตรฐานในการวัด จึงต้องใช้วิธีกะประมาณ โดยอาศัยความเคยชิน การกะขนาดของผ้าที่จะทอแต่ละครั้ง ผู้ทอจะยึดรูปร่างของตนเป็นมาตรฐานว่า เมื่อขึ้นเครื่องทอเพื่อทอเสื้อของตนต้องเรียงด้ายสูงประมาณเท่าไหร่ของไม้ที่เสียบบน “แท แบร อะ” หรือไม้ขึ้นเครื่องทอ เช่นประมาณว่า “ครึ่งไม้” หรือ “ค่อนไม้” เป็นต้น ฉะนั้นเมื่อต้องทอให้ผู้อื่นจึงต้องเพิ่ม หรือลดขนาดของด้ายลง โดยอาศัยการเปรียบเทียบจากรูปร่างของผู้ทอดังกล่าว”

ฝ้ายที่ใช้ทอนั้นมักจะเป็นฝ้ายที่ย้อมสีจากธรรมชาติ เช่น รากไม้  เปลือกไม้  ขมิ้น ต้นมะเกลือ เป็นต้น ก็จะทำให้ได้สี  ไม่ฉูดฉาด จะสีธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนิยมใช้ไหมประดิษฐ์แทนฝ้ายย้อมจากธรรมชาติเพราะเนื่องจากหาได้ง่าย

           นางแสงคำ  สุจาดึก  อายุ 74 ปี บ้านห้วยปิง ตำบลบ้านปวง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน เป็นปราชญ์มีภูมิปัญญาด้านการทอผ้ากี่เอวคนหนึ่งในบ้านห้วยปิงและในตำบลบ้านปวงที่มีความสามารถด้านนี้และได้สืบทอดมาตั้งแต่อายุ 17 ปี จากมารดาและเป็นผู้ที่สอนภูมิปัญญานี้ต่อไปยังลูกหลานให้สืบทอดต่อไป

ปัจจุบันผ้าทอกะเหรี่ยงได้ประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่างเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ผ่านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์และแฝงความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในชิ้นงานและมีคุณค่าทางจิตใจ

2.ภูมิปัญญาการทอผ้าฝ้ายตีนจก

              การทอผ้าฝ้ายตีนจก ของหมู่ 7 บ้านปวง ตำบลบ้านปวง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหัวดลำพูน เป็นการทอของชมรมผู้สูงอายุ  เป็นสร้างอาชีพให้กับผู้สูงอายุ หมู่ 7 ตำบลบ้านปวง ให้มีรายได้จากการทอผ้า โดยได้รับการสนับสนุนจากพัฒนาชุมชนอำเภอทุ่งหัวช้างและครูกศน.ตำบลบ้านปวง

               ซึ่งมีสมาชิกที่ร่วมกันทอมีดังนี้

  1. นางบัวคำ แก้ววงค์          อายุ     72   ปี
  2. นางบัวงัน เตชะนา           อายุ     62   ปี
  3. นางศรีไวย์ ยะปาน           อายุ     65   ปี
  4. นางสมบูรณ์ คำมูลใจ          อายุ     65   ปี
  5. นางราณีวรรณ เสาร์คำ           อายุ     53   ปี

            การทอผ้าเป็นหัตถศิลป์ที่แสดงถึงภูมิปัญญาที่เฉลียวฉลาดความเพียรพยายามของมนุษย์ที่จะนำเส้นใยจากวัสดุมาถักทอเป็นผืนผ้ามีลวดลายสีสันงามสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น เป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย และส่งต่อมายังรุ่นลูก รุ่นหลาน บ่งบอกถึงชาติตระกูลที่สืบเชื้อสายต่อๆ กันมา โดยเฉพาะการทอผ้า

เป็นวิถีหนึ่งของชาวไทย    ในสมัยก่อนผ้าซิ่นตีนจกเป็นผ้าซิ่นที่ทอขึ้นมาไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เกี่ยวกับความเชื่อขนบธรรมเนียมประเพณีของคนเมือง เช่น งานทำบุญ งานนักขัตฤกษ์งานเทศกาลและพิธีการสำคัญ และในกระบวนการทอผ้าทั้งหมด ทุกประเภท ผ้าซิ่นตีนจกเป็นสิ่งที่ประณีตสวยงามที่สุดและยังแฝงไว้ด้วยความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาวพวนหาดเสี้ยวไว้อีกด้วย 

           กรรมวิธีข้างต้นนั้นต่อจากนี้ก็จะต้องเริ่มฝึกหัดทอ ผ้ากันอย่างเอาจริงเอาจังต่อไป  คือเริ่มฝึกหัดทำเชิงผ้าซึ่งมีลวดลายต่าง ๆ  “เรียกว่าซิ่นตีนจก”  ความจริงเริ่มฝึกหัดทอเฉพาะตีนจก  แต่เอาตัวผ้าซิ่นไปเรียกรวมเข้าด้วยจึงเรียกว่าซิ่นตีนจก  คำว่า “จก”  ในที่นี้  หมายถึงอาการที่ใช้ขนเม่นชนิดที่แข็งแยกเส้นได้ยืนของหูกสอดหรือล้วนลงไปตาม ด้ายยืนที่แยกนั้น ควักเอาด้ายหรือไหมซึ่งอยู่ข้างล่างขึ้นมาข้างบน แล้วแยกด้ายยืนที่อื่นกดเส้นด้ายหรือไหมซึ่งควักขึ้นมานั้นลงไปข้างล่างอีก  ทำเช่นนี้จนตลอดกว้างของด้ายยืนเพื่อให้เป็นลวดลายความต้อง  แล้วทอสลับกันไปจนกว่าจะเสร็จเป็นตีนผ้าซิ่น  เมื่อทอเสร็จแล้วก็ทอตัวผ้าซิ่นซึ่งมีสีและลวดลายเหมาะสมกันตามที่กำหนด กฎเกณฑ์ไว้เป็นคู่กันสำหรับตีนชนิดนั้น ๆ  เสร็จแล้วก็เอาตีนและตัวผ้าซิ่นมาเย็บติดต่อกันเข้าเป็นผ้าซิ่นสำเร็จรูป  ใช้นุ่งได้เลย  เรียกว่าผ้าซิ่นตีนจก  หญิงสาวจะต้องผ่านการฝึกหัดทอผ้าซิ่นตีนจกนี้ด้วยกันทุกคน  เป็นอันว่าหญิงสาวทุกคนจะต้องมีผ้าซิ่นตีนจก  แล้วเก็บไว้สำหรับนุ่งในเวลามีงานออกหน้าออกตาเป็นครั้งเป็นคราว  ไม่ใช่นุ่งพร่ำเพรื่อ  ส่วนมากจะใช้นุ่งในเวลาไปทำบุญที่วัด  ใครไม่มีผ้าซิ่นตีนจกนุ่งก็จะต้องอายเพื่อนฝูงเข้ากับเพื่อนฝูงไม่สนิท  เพราะส่อแสดงตนว่าเป็นคนขี้เกียจคร้านไม่เอาการเอางาน  แม้แต่บรรดาพวกหนุ่ม ๆ  ก็ไม่สนใจจะมองเขาอีกด้วย  เนื่องด้วยการทอผ้าซิ่นตีนจกนี้  ต้องใช้ความเพียรพยายามและความละเอียดลออมาก  ทั้งต้องใช้เวลาทอนานมากด้วย  ดังนั้น  ผ้าซิ่นตีนจกนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้นุ่งว่า  เป็นคนขยันหมั่นเพียรได้  ฝึกหัดทอผ้าซิ่นตีนจกแล้วมีความรู้ความสามารถที่จะทอผ้าอย่างอื่น ๆ  ได้ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป 

  1. ภูมิปัญญาด้านการจักสาน

       หัตถกรรมเครื่องจักสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนที่สำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตตั้งแต่อดีตตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน   หัตถกรรมเครื่องจักสานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นภูมิปัญญาอันเฉลียวฉลาดของคนในท้องถิ่น  ที่ใช้ภูมิปัญญาสามารถนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาประยุกต์ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งมีประโยชน์ในการดำรงชีวิต  จะเห็นได้ว่าหัตถกรรมเครื่องจักสานมีมานานแล้วและได้มีการพัฒนามาตลอดเวลาโดยอาศัยการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง  การดำรงชีวิตประจำวันของชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เอาการรู้หนังสือมาเกี่ยวข้อง การเรียนรู้ต่างๆอาศัยวิธีการฝึกหัดและบอกเล่าซึ่งไม่เป็นระบบในการบันทึก (ชูเกียรติ์  ลีสุวรรณ, 2535)  สะท้อนให้เห็นการเรียนรู้ ความรู้ที่สะสมที่สืบทอดกันมาจากอดีตมาถึงปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้นกระบวนถ่ายทอดความรู้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ทำภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นคงอยู่ต่อเนื่องและยั่งยืน

      จากเหตุผลดังกล่าว องค์การบริหารส่วนนตำบลบ้านปวง จึงเข้าไปลงพื้นที่หาข้อมูลภูมิปัญญาด้านการจักสานในพื้นที่ตำบลบ้านปวงจากปราชญ์ชาวบ้านซึ่งมีเกือบทุกหมู่บ้านที่ท่านมีความรู้ด้านการจักสานและผลิตภัฑณ์ที่ทำมือต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น นายจี๋   สุจาดึก  ปัจจุบันอายุ 84 ปี บ้านห้วยปิง หมู่ 3 ตำบลบ้านปวง ซึ่งท่านจะมีภูมิปัญญาด้านการจักสานได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกมาตั้งแต่อายุ 20 ปี  ซึ่งสิ่งที่ทำเช่น สานแปงตักข้าว (หน่าย) ฝักมีด (เคเก่ว) กุ่มไก่ (ฉ่อคา) เบียน (หมี่ลา) ฆ่อง (ตุ) เป็นต้น และการจักสานดังกล่าวก็เป็นการสร้างรายได้ส่วนหนึ่งให้กับครอบครัวด้วย

       

          4. ภูมิปัญญาด้านศิลปะการแสดง “ฟ้องเจิง”

เชิง (อ่านว่าเจิง)  คือ ชั้นเชิง  ซึ่งหมายถึง ศิลปะการต่อสู้ของ ล้านนา ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นแบบอย่าง และรวบรวมจากประสบการณ์ แตกแขนงกลยุทธ์โดยพิสดารออกไป แล้วถ่ายทอดศิลปะดังกล่าวสืบต่อกันมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง  ชุมชนล้านนาในอดีต เป็นชุมชนใหญ่มีอาณาเขตกว้างขวาง ถึงขั้นเป็นอาณาจักร  การต่อสู้เพื่อรวบรวมหัวเมืองเข้าเป็นอาณาจักร ย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง  การฝึกปรือฝีมือของทะแกล้วทหารต้องมีอยู่ประจำ  และถึงแม้จะออกมาในรูปแบบของการแสดงไปแล้ว แต่ก็ยังคงรูปแบบความมีเอกลักษณ์อยู่อย่างชัดเจน

            ฟ้อนเจิง เป็นการแสดงลีลาการฟ้อนและลีลาการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ซึ่งมีท่วงท่าที่สง่างามและน่าเกรงขามอยู่ในที ปัจจุบันการฟ้อนเจิงที่สมบูรณ์แบบนั้นหาชมได้ยากแล้ว กล่าวคือช่วงฟ้อนก่อนที่จะมีการหยิบดาบขึ้นมารำนั้น จะทำการฟ้อนด้วยมือเปล่า หรือฟ้องเจิงก่อนเป็นระยะเวลาสั้น ๆ โดยสรุปก็คือได้นำเอาฟ้อนเจิงบางส่วนเข้ามาประกอบก่อนที่จะฟ้อนดาบนั่นเอง และการฟ้อนเชิงจังหวะช้า จะใช้เสียงฆ้องเป็นตัวกำหนด ในการเปลี่ยนท่าและเปลี่ยนลมหายใจด้วย

            ฟ้องเจิง เป็นภูมิปัญญาด้านการแสดงอย่างหนึ่งของคนในพื้นที่ และจะหาดูได้ก็ต่อเมื่อมีงานประเพณีต่างๆ และในตำบลบ้านปวงผู้ที่สืบถอดศิลปะการแสดงนี้มีทั้งเด็กและผู้สูงอายุที่ได้เรียนรู้และสืบทอดศิลปะการแสดงนี้มาจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ในพื้นที่

 

      5.ภูมิปัญญาด้านการทำช้างเผือก

                 การทำช้างเผือก  เป็นการทำมาจากวัสดุธรรมชาติคือ ไม้ไผ่และฝ้าย  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น และเป็นการที่ชาวบ้านต่างเก็บฝ้ายแต่ละหลังมารวมกันเพื่อนำมาทำช้าง  การทำช้างเผือกทำขึ้นเพื่อนำมาแห่เพื่อขอฟ้าขอฝน ให้ตกต้องตามฤดูกาล และมักจะทำเป็นประเพณีซึ่งเรียนกันว่าประเพณีแห่ช้างเผือก ซึ่งจะมีขึ้นในวัน           ขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ของทุกปี

                 ประเพณีแห่ช้างเผือก ประวัติความเป็นมานั้นมาจากคำบอกเล่าขอผู้เฒ่าผู้แก่ที่พอรู้ว่าถ้าปีไหนเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติบ้านเมืองเกิดความแห้งแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แม่น้ำ-บ่อน้ำแห้งขอด น้ำกินน้ำใช้ขาดแคลน ชาวบ้านจะจัดพิธีขอฟ้าขอฝนขึ้นมาโดยเฉพาะจะทำกันในช่วงเดือนกรกฎาคม(เดือนเก้า ของทางภาคเหนือ) ก่อนเข้าพรรษาเพราะเป็นฤดูกาลทีชาวนาจะต้องทำนา

                 ลักษณะของช้างเผือกหรือช้างมงคลที่ต้องมีลักษณะดังนี้

  1. ตาขาว มีดวงตาสีขาวเรืองๆ เหมือนตาน้ำข้าว แก้วตาใส
  2. เพดานขาว มีเพดานปากขาวดุจเนื้อในของเผือกมัน
  3. เล็บขาว มีเล็บขาวเมือนงาของมันเองทั้งหมด
  4. พื้นหนังขาว สีคล้ายหม้อดินใหม่ทั่วสรรพางค์กาย
  5. ขนหางขาว มีขนที่หางขาวเป็นพวงพุ่มลดหลั่นกันจนถึงน่องตอนล่างระหว่างเท้าหลัง
  6. ขนขาว มีขนทั่วสรรพางค์กายเป็นสีขาวนวล แต่ละขุมขนมีเส้นขนออกสม่ำเสมอกันขุมละเส้นและยาวเท่ากัน
  7. อัณฑะขาว มีสีคล้ายหม้อดินใหม่ คือมีของลับเมื่อแข็งตัวโผล่ออกมาจากเบ้ามีสีขาวหรือเป็นสีเนื้อของเผือกมัน

6.ภูมิปัญญาด้านภาษา (ล้านนา)

นายสุนันท์ อินมณี หรือ พ่อหลวงหนานนัน  เกิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2488 ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ 4 ตำบลบ้านปวง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน

พ่อหลวงหนานนัน นั้นได้เรียนรู้ภาษาลานนา จากการที่ได้บวชร่ำเรียน ตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยการเรียนรู้ภาษาล้านหนา รวมถึงคาถาพิธีกรรมต่าง ๆ ได้รับมาจากพระอาจารย์ ที่สอนมาโดยสืบทอดต่อ ๆ กันมา

 

7.ภูมิปัญญาด้านดนตรีพื้นเมือง

นายอิ่นคำ หล้าเมา หรือพ่อหลวงคำ เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤภาคม 2482 ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ 9 ตำบลบ้านปวง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน

                   นายอิ่นคำ หล้าเมา หรือพ่อหลวงคำมีความสามารถทางด้านดนตรีพื้นเมืองเป็นอย่างมาก โดยได้รับการสืบทอดมาจาก พ่อจั๋น อินมณี ซึ่งมีศุกดิ์เป็นน้า  พ่อหลวงคำ ได้บอกว่า ตอนที่ฝึกดนตรีพื้นเมือง แบบครูพักลักจำ และค่อยๆฝึกมาเรื่อย ๆ จนชำนาญ  และไม่กี่ปีที่ผ่านมาพ่อหลวงได้เป็นตัวแทนอำเภอทุ่งหัวช้างไปประกวด ดนตรี เล่าค่าว ที่ตัวจังหวัดลำพูน โดยเพลงเด่นของพ่อหลวงคือ “นางบัวคำ”

            วงดั้งเดิมที่พ่อหลวงอิ่นคำตั้ง ชื่อว่า วงดนตรีดวงทิพย์ ประกอบไป ด้วย 

                                      พ่อหลวงจั๋น อินมณี 

                                      พ่อหลวงทา คำใจหนัก 

                                      พ่อหลวงทอน คำใจหนัก 

                                      พ่อหลวงอิ่นค หล้าเมา 

จากนั้นเมื่อได้สืบทอดก็เปลี่ยนชื่อเป็น วงดนตรีปวงทิพย์รวงทอง มาถึงปัจจุบัน

8.ภูมิปัญญาด้านการส่งเสริมอาชีพ

                   นางสาวศิริวรรณ สุรเวช เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2533 ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 111 หมู่ 9 ตำบลบ้านปวง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน

                   นางสาวศิริวรรณ สุรเวช เป็นเจ้าของธุรกิจ กาแฟเห็ดลินจือ เจ้าคุณ โดยได้บอกจุดเริ่มต้นในการเริ่มธุรกิจ เห็ดลินจือ ว่า เพาะเห็ดลินจือ ก็มาจากที่ได้เรียนสายเกษตรโดยตรง และผนวกอยากกลับมาอยู่บ้านจึงทำให้ธุรกิจเริ่มขึ้น ซึ่งนางสาวศิริวรรณ สุรเวช อยากส่งเสริมธุรกิจเห็ดลินจือ เข้าสู่ชุมชน เพื่อที่จะได้คนในชุมชน ได้ดื่นของดีๆ บ้าง

9.ภูมิปัญญาด้านเกษตรอินทรี

                   นายปฏิพงษ์ เตชะนา เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2523 ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 205 หมู่ 8 ตำบลบ้านปวง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน

                   นายปฏิพงษ์ เตชะนา ได้เล่าถึงการเริ่มต้นในการทำเกษตรอินทรีนี่ ย้อนไปตอนวัยเด็ก นายปฏิพงษ์ เตชะนา หรือ อ้ายปิก บอกว่าตอนเด็กๆได้ไปช่วยแม่ดูแลผักในแปลงนาแถวบ้าน และลองนำมาประกอบอาหารแล้วผักมีรสชาติหวาน ทำให้โดยมาก็เริ่มทำแปลงเกษตรเริ่ม จาก 2 แปลง ค่อยๆเพิ่มเรื่อยๆ และยังหาความรูเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องเกษตรอินทรี นอกจากจะทำแปลงเกษตรอินทรีแล้ว ยังได้ เป็นวิทยากรร่วมที่ อำเภอบ้านโฮ่งด้วย

 

 

 

 

Print Friendly, PDF & Email
ข้ามไปยังทูลบาร์